ปักธง ‘ส่งเสริมการมีบุตร’ สู่วาระชาติ บอร์ด คสช. เคาะแนวทางจัดทำนโยบายฯ พัฒนาคุณภาพ ‘เด็ก-ประชากร’ อย่างมีส่วนร่วม
17 พฤศจิกายน 2566
! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.

ที่ประชุม “คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ” เห็นชอบแผนการสร้างนโยบายสาธารณะฯ ส่งเสริมการเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมไฟเขียวร่างเอกสารสำคัญที่จะนำไปประกอบการจัดทำ ‘วาระแห่งชาติ’ ชง ครม. พิจารณาเปิดกรอบทิศทางนโยบายพัฒนาเด็กอย่างมีส่วนร่วม หวังสร้าง Momentum ครั้งใหญ่ในระดับชาติ

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2566 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในการประชุม คสช. ครั้งที่ 6/2566 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างเอกสาร “การส่งเสริมการพัฒนาประชากรให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ” ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ และภาคีเครือข่ายจัดทำขึ้น เพื่อใช้ประกอบการจัดทำ (ร่าง) วาระแห่งชาติ ประเด็นส่งเสริมการมีบุตร เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป



            นอกจากนี้ ที่ประชุม คสช. ยังได้รับทราบ “แผนการดำเนินงานของคณะทำงานพัฒนาข้อเสนอ ประเด็นการส่งเสริมการพัฒนาประชากรให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ” สำหรับการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16 พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นกระบวนการจัดทำนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และรับทราบ “คำสั่งคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานพัฒนาประเด็นแผนพัฒนาประชากรเพื่อการพัฒนาประเทศ ประเด็นแนวทางการพัฒนาประชากรให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี” ที่มี น.ส.วรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เป็นประธาน ด้วย

นพ.ชลน่าน เปิดเผยว่า จากข้อมูลจากสถิติสาธารณสุขปี 2565 พบว่าประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงเหลือเพียง 485,085 คน ซึ่งเป็นจำนวนการเกิดที่ต่ำที่สุดและเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ที่ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 500,000 คน สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี 2565 มีประชากรผู้สูงอายุมากถึงกว่า 12 ล้านคน

“เด็กที่เกิดน้อยและสัดส่วนของผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น หมายถึงจำนวนแรงงานของประเทศที่ลดน้อยลง ย่อมส่งผลต่อกำลังการผลิตที่ลดลง ผลผลิตโดยรวมของประเทศที่ลดลง รายได้และการจัดเก็บภาษีที่ลดลง ดังนั้นจำนวนประชากรที่ลดลงอย่างมากจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างใหญ่หลวง” นพ.ชลน่าน กล่าว

             นพ.ชลน่าน กล่าวต่อไปว่า ปัญหา “เด็กเกิดน้อย” มีความสำคัญในระดับชาติ ซึ่งรัฐบาลได้หยิบยกขึ้นเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจัง ซึ่งในการผลักดันวาระแห่งชาติ เรื่องการส่งเสริมการมีบุตรนั้น ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติแล้ว เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2566 โดยมีเป้าหมายเพื่อให้รัฐบาลเป็นผู้ลงทุนหลักในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พร้อมมาตรการต่างๆ ที่จะส่งเสริมการมีบุตร ทั้งการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย การช่วยเหลือทางการแพทย์ ฯลฯ ซึ่ง สช. ในฐานะองค์กรสานพลัง จะมีบทบาทร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนาเอกสารประกอบการจัดทำวาระแห่งชาติประเด็นนี้ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธาน คจ.สช. ครั้งที่ 15-16 ประจำปี 2565-2566 กล่าวว่า ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16 พ.ศ. 2566 มีระเบียบวาระเข้าสู่การพิจารณาเพื่อแสวงหาฉันทมติรวม 3 ระเบียบวาระ โดยหนึ่งในนั้นคือ “การส่งเสริมการพัฒนาประชากรให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ” ซึ่งมีกรอบทิศทางนโยบายที่ต้องการสร้างความตระหนักและแรงขับเคลื่อนทางสังคมที่ใหญ่มากพอ (momentum) ในระดับชาติ เพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมกันเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะในช่วง 8 ปี หรือประมาณ 3,000 วันแรกของชีวิต ทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ พร้อมมาตรการหนุนเสริมสำหรับกลุ่มและเป้าหมายพื้นที่เฉพาะที่ยังเป็นช่องว่างสำคัญ อาทิ กลุ่มครัวเรือนยากจน กลุ่มผู้ใช้แรงงานในโรงงาน พื้นที่ที่มีอัตราการตั้งครรภ์ของแม่วัยรุ่นสูง กลุ่มพ่อแม่/ บนพื้นฐานการจัดทํามาตรการในลักษณะ มาตรการที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรอบด้าน (comprehensive package) มากกว่ามาตรการเชิงเดี่ยว


นายชาญเชาวน์ กล่าวอีกว่า ภายใต้กรอบนโยบายดังกล่าวจะสนับสนุนให้เกิดมาตรการต่างๆ ที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรอบด้าน (comprehensive package) มากกว่ามาตรการเชิงเดี่ยว ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารถึงการเลี้ยงดูบุตรหลานที่เหมาะสม การสร้างระบบในสังคมที่เอื้อต่อการมีครอบครัว การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย รวมถึงการพัฒนาแนวทางใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงานด้านเด็ก ตลอดจนการลดข้อจำกัด ปรับมุมมองและทัศนคติต่อการมีบุตรของเด็กรุ่นใหม่ เป็นต้น

ด้าน นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการ คสช. กล่าวว่า จากการรับฟังความคิดเห็นเพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ประเด็น “การส่งเสริมการพัฒนาประชากรให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ” ที่ สช. ดำเนินการ่วมกับภาคีเครือข่าย พบ 5 ประเด็นสำคัญที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาในงานสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 16 ได้แก่ 1. กลุ่มเปราะบางยังเป็นกลุ่มตกหล่นจากมาตรการต่างๆ  2. ความแตกต่างของปัญหาในแต่ละพื้นที่ 3. การจัดบริการที่มีคุณภาพยังไม่ครอบคลุม 4. สังคมขาดความตระหนักและการใช้ความรู้ที่ถูกต้องเป็นฐานในการพัฒนาเด็ก 5. การนำเทคโนโลยีมาใช้ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ


“หัวใจของการจัดทำนโยบายสาธารณะในเรื่องนี้ คือการร่วมกันออกแบบหรือจัดทำระบบที่มีความยั่งยืน เพื่อให้สามารถรองรับประชาชนที่ต้องการมีบุตร ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้พ่อแม่ได้ว่าเมื่อมีลูกแล้ว เขาเหล่านั้นจะได้รับความคุ้มครองทางสังคม ฉะนั้นการพัฒนาประชากรและการแก้ไขปัญหาเด็กเกิดน้อยจึงจำเป็นต้องอาศัยการสานพลังการทำงานจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง” นพ.สุเทพ กล่าว


อนึ่ง ที่ประชุม คสช. วันเดียวกันนี้ ยังได้รับทราบความคืบหน้าการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16 พ.ศ. 2566 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 ธ.ค. 2566 โดยจะมีการพิจารณาเพื่อแสวงหาฉันทมติใน 3 ระเบียบวาระ ได้แก่ 1. ระบบสุขภาวะทางจิตเพื่อสังคมไทยไร้ความรุนแรง 2. การส่งเสริมความเข้มแข็งกลไกการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ 3. การส่งเสริมการพัฒนาประชากรให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ